Thursday, January 30, 2014

สามพ่อลูกแบ็คแพ็คตะลุยMalaysia-Singapore ตอนที่ 4 เมืองท่ามะละกา

วันที่ 4

ทริปมะละกา พวกเรามาตามหา 
- Maritime Museum พิพิธภัณฑ์รูปเรือไม้ยักษ์ 
- Dutch Square จัตุรัสดัชท์
- St. Paul Church 
- Melaka Tower 
- Jonker Street 
สรุป สถานที่ทุกอย่าง อยู่เรียงก้น ใกล้กันหมด สามารถเดินไปได้ แต่ก็ขาลากเอาการอยู่ สำหรับคนที่ร่างกายพร้อม ไม่จำเป็นต้องพึ่งสามล้อ หรือแท็กซี่เลยค่ะ หรือหากใครที่อยากสนับสนุนการท่องเที่ยวบ้านเมืองเค้าก็เป็นวิธีที่ที่สะดวกสบายดีค่ะ


นั่งรถไปมะละกา ไปได้โดย ไปขึ้นรถที่ KL Sentral > ซื้อตั๋วที่เคาท์เตอร์ KL transit> ลงสถานีBandar Tasik Selatan>เดินข้ามไปสถานีขนส่งTBS (Terminal Bersepadu Selatan ) >ซื้อตั๋วแล้วลงมารอรถชั้นล่างเลยค่ะ 


เราออกมากันเช้า ยังไม่ได้ทานข้าว เลยมานั่งทานกันที่ KFC ก่อนจะลงไปนั่งรอรถที่ชั้นล่างค่ะ

สถานีรถบัสดูหรูอย่างกับแอร์พอร์ทเลยค่ะ

ได้ตั๋วรอบเช้า 9 โมงค่ะ ไม่ต้องไปซื้อตั๋วก่อนนะคะ เพราะมีรถเพรียบเลยค่ะ ออกทุกๆ 30 นาที
ใช้เวลาเดินทางไปมะละกา ประมาณ 2-3 ชั่วโมงค่ะ แล้วแต่บริษัท ไปถึงก็บ่ายโมง 

พอมาถึง ถ้าใครจะไปสิงคโปร์ ให้ซื้อตั๋วไปก่อนเลยค่ะ ถ้าอยากได้รอบเช้าสุด เพราะเต็มเร็วมาก พวกเราได้รอบ 9 โมงค่ะ ถือว่ายังได้อยู่ จริงๆ อยากได้รอบ 8:30 มากกว่า จะได้เร็วขึ้นอีกนี๊ดด แห่ะๆ  ตั๋วจาก Melaka - Singapore ราคาคนละ 240 บาทค่ะ 


นั่งรอรถเมล์เบอร์ 17 เข้าเมือง ตอนกำลังจะขึ้นรถเมล์ ก็ไปได้รู้จักกับ ผช คนหนึ่ง

ผู้ชายใส่แว่นเนิร์ดที่แบกเป้สีแดงเหมือนก่ะเรา เป็นชาวเบลเยี่ยม ติดสอยห้อยตามเรามาตามหาที่พักในย่าน Jonker street เรื่องราวเริ่มต้นที่สถานีรถมะละกา พวกเรากำลังต่อคิวขึ้นรถเมล์กำลังจะเข้าเมือง(คนที่นี่มีวินัย แม้แต่จะขึ้นรถเมล์ก็ต้องต่อคิวขึ้นอย่างมีมารยาท ยกเว้นแต่ช่วงเย็นที่รถเมล์เหลือเที่ยวสุดท้าย เราเจอมาแล้ว เบียดกันจนแน่นสุดๆ และคิดดู เวลาทุ่มนึง กลิ่นร่างที่สะสมมาทั้งวัน แล้ว สิบมือโหน คนเตี้ยๆอย่างเราเลยลมจะจับเอาให้ได้) 

มาต่อกับผช เบลเยี่ยมคนนี้ เค้าก็เข้าคิว ต่อหลังเรา เค้ากำลังถามผญ หน้าตามาเล้มาเลคนหนึ่งว่า รถคันนี้เข้าเมืองไหม นิสัยชอบคุยกับคนต่างชาติเลยทำงาน ก็บอกเขาไปว่า รถเนี่ย ไปในเมืองแล้วเราก็กำลังจะเข้าเมืองย่านที่พักนี่พอดี เขาก็บอกว่า โอเค งั้นฉันไปก่ะยูละกัน ...  

แต่ เราก็ไม่รุ้หรอกลงป้ายไหน ก้อถามคนขับแล้วก็กดลงมั่ว ๆ เดินถามข้างทาง เดิน อยู่ นาน จนมาถึงร้านยาจีนร้านนี้ เจ้าของร้านใจดีมาก โทรถามที่พักเราให้ แล้วก็บอกว่า ที่พักเรา อยู่คนละทางกับ Jonker street เลย และจุดนี้ เราจึงได้จับมือและแยกทางกันไป 

เค้าบอกว่าเคยมาเที่ยวไทยสามอาทิตย์ เคยไปปายด้วย และไม่รู้จักลำพูน ... ตึ่ง !

พวกเราก็เดินหาที่พักที่จองไว้ใน agoda กันต่อ ตามยถากรรม  ที่นี่หายากมาก ที่อยู่ใน Agoda บอกว่า โฮสเทล อยู่ในย่านถนนคนเดิน Jonker Street แต่พอมาหาจริงๆ แล้วไม่ได้ใกล้กันเลย ถามคนในย่านนั้นสองคนพูดเหมือนกันว่า Jonker Street อยู่อีกทางหนึ่ง ส่วนโรงแรมนี้อยู่ที่ถนน Gumponghulu ซึ่งก็เป็นอีกทาง แต่ทางโรงแรมเหมือนจะเขียนทั้งสองอันในaddress ที่เราปรินมา แย่มากและ เฟลมาก ย่านนี้เงียบมาก แล้วก็ร้านรวงปิดหมด อาจจะเป็นเพราะเพิ่งผ่านปีใหม่มาหยกๆรึเปล่าก็ไม่รู้ค่ะ 

เข้าเช็คอิน เก็บของเข้าห้อง ที่นี่ห้องพักสามคนจ่ายไป 400 บาท แชร์ห้องน้ำ ห้องน้ำสะอาด กว้างพอใช้ได้อยู่ค่ะ  

Fitness Center ... ไม่เปิดแอร์อ่า  แต่เพื่อนที่เป็นนักเพาะกายเขาบอกว่า ฟิตเนสที่ดีไม่ควรติดแอร์ .. แอร้ยยย 


เจอแล้ว Jonker Street หรือ Jonker Walk  เพราะว่ามาวันปกติ ไม่ได้เป็นวีคเอนท์ค่ะ คนเลยน้อย ไม่คึกคักเท่าไหร่ เอาจริงๆ อารมณ์เหมือนอยู่ลำพูนบ้านเกิดเบยยย  อิอิ 

มาถึงก็บ่าย ยังไม่ได้ทานข้าวกันเลยค่ะ 

มาที่นี่นะคะ ต้องมากินข้าวมันไก่ปั้นก้อน (เรียกเอง) หรือ Chicken Rice Balls กันค่ะ


พวกเราทานไก่ติดกันมา 3 วันแล้วเหรอเนี่ย เม่าตกใจเม่าตกใจเม่าตกใจ

ไปหาทานของหวานแก้เลี่ยนกันค่ะ

ซ้ายมือเรียก เชนดัล ขวาเรียก ป้าป่าเปง (เสียงวรรณยุกต์แบบนี้เลยนะ เราก็อุตส่าห์จดมา)





เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวที่อื่นกันก่อน ส่วนถนนคนเดินจะเก็บไว้ เดินเล่นตอนเย็นๆ ค่ะ

เราเดินกันไปจนสุดของถนนคนเดิน ก็คิดว่าจะไปเที่ยวที่อื่นยังไงกันดี ทีแรกก็แพลนกันมาว่าจะมาปั่นจักรยาน แต่อากาศร้อนมากค่ะ เลยคิดจะเช่ารถ วิ่งข้ามไปถามtaxi ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ถามว่าไป Maritime Museum กี่บาท ที่มันเป็น เรือไม้ใหญ่ๆ เขาบอกว่า อยู่ใกล้แค่นี้เอง เธอจะนั่งรถเหรอ เค้าก็ใจดีเน๊อะ ไม่คิดจะฟันราคาเรา พอเดินจริงๆ แป๊บเดียวถึงเลยค่ะ ทุกที่ใกล้กันหมด ขอบอกว่า มะละกา เที่ยวง่ายมาก



เดินเลียบฝั่งคลองไปก็เจอมิวเซี่ยมละค่ะ


สโลแกนเหมือน Big Mountain ค่ะ "มันใหญ่มว้ากกก" อิอิ

คนละ 60 บาท เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ในเรือได้เลยค่ะ ข้างในเปิดแอร์เย็นๆ อิอิ

ด้านใน มีรูปปั้น รูปภาพ ประวัติ การเดินเรือของชาติต่างๆ ที่เข้ามาเทียบท่าเมืองมะละกา บลา บลา บลา ให้ไปดูเองค่ะ เอามาเล่าหมดเดี๋ยวไม่แซ่บ ฮี่ๆๆๆ

ตอนที่พวกเราอยู่บนเรือนะคะ มองไปไกลๆ ก็เห็น Tower สูงๆ ค่ะ พอเห็นปุ๊บ ก็ add เข้า wish list ต่อเลย 

ก็หาวิธีเดินจาก Maritime Museum ไปค่ะ  ไม่ไกลค่ะ 
เจอแล้ว 

เขาไปชม Bird eyes view กันเล้ยยย


Taming Sari Tower

คือ เข้าไปนั่งในแว่น ( อุ๊บส์ ไม่รู้จะเรียกอ่าไรอะ )  เอาเป็นว่า ไปนั่งในห้องกระจกละกันค่ะ มันก็จะหมุนตลอดเวลา 360 องศา ให้เวลาขึ้นไปรอบ 7 นาที จ่ายไปคนละ 200 บาท เพื่อไปดูวิวมุมสูง

ตอนที่เราอยู่ข้างบนฟ้า ก็มองหา วิหาร St. Paul ด้วยค่ะ หนึ่งในสถานที่ที่เราแพลนจะไป ก็มองเห็นจากมุมสูงด้วย ทุกอย่าง อยู่ใกล้ๆ กันหมดเลยจริงๆ


แล้วก็ไปเดินตามหาวิหาร St. Paul กันต่อค่ะ 

ทริปเดินขาลากจริงๆ อิอิ

น้องชายตั้งชื่อให้ว่า "ลำบากทัวร์ " .. เป็นเกียรติค่ะ เท่






ใกล้ถึงแว้ววว

เจอแล้ววว ป้ายเล็กๆ นี่ ตามขึ้นไปเล้ยยย 

วิหารอยู่ด้านบนค่ะ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ เดินขึ้น แอบเหนื่อยนิดๆ ฮี่ๆ 




เราเดินชมกันสักพัก ถ่ายรูปเล่นกันเพลินๆ แล้วก็ลงไปข้างล่างแล้วค่ะ เซฟเอนเนอจี้ไปเดิน Jonker Street กันต่อ




เดินกลับไปที่ Dutch Square ค่ะ ซึ่งจะใกล้ๆกับ Jonker Streetเลย พวกเราเดินผ่านมาแล้วรอบหนึ่งก่อนที่จะไป พิพิธภัณฑ์เรือยักษ์ค่ะ



ส่วนอาหารเย็นวันนี้ทาน ใกล้ๆ ที่พัก ซึ่งหาทานยากมากๆ ค่ะ 


ในจานที่ราดน้ำจิ้มนั้นเป็นปลาค่ะ เป็นอาหารแนะนำ อร่อยดี ปลาก้างกินได้ เหมือนกระดูกอ่อนหมูเลยค่ะ
แล้ววันนี้พวกเราก็เข้านอนเร็ว เพราะอีกวันต้องเตรียมตัวไป Singapore แต่เช้าเลยย