Monday, April 14, 2014

แบ็คแพ็คพม่า 6 วัน Part 4 Inle

---------------------------------------------------------------------------

อินเล

---------------------------------------------------------------------------

14 เมษา 57 

ตื่นมาแต่เช้า มีนัดจะไปวัดพระมหามัยมุนีค่ะ ซึ่งมีความโด่งดังเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกในเรื่อง พิธีล้างพระพักตร์ 

ทุกๆวันตอนตี 4 จะมีพิธีล้างพระพักตร์ค่ะ โดยคณะศรัทธาของวัดจะเตรียมฟองน้ำ น้ำอบน้ำหอมกับแป้งทะนาคา
เนื่องจากว่า ชาวบ้านเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธปฏิมาองค์นี้ เป็นตัวแทนของพระองค์ จึงได้ขนานนาม พระมหามัยมุนีว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต   ชาวบ้านจึงปฏิบัติกับพระมหามัยมุนีเหมือนกิจกรรมปกติของมุษย์เลยค่ะ

ตอนเช้าคนแน่นขนัดมาก พวกเราต้องฝ่าฝูงชนรีบเข้าไปกรายไหว้ เพราะต้องเผื่อเวลาไปสนามบินด้วยค่ะ



เฉพาะผู้ชายเท่านั้นนะคะที่สามารถขึ้นไปปิดทองที่ตัวพระได้ ผู้หญิงถึกอย่างเราฝากพ่อไปปิดค่ะ สาธุ!

ดูจากรูปที่พ่อถ่ายมา สวย และ งดงามมากค่ะ


มีคนกล่าวไว้ว่า แม้จะปิดทองพระมาหลายร้อยปี จนองค์พระใหญ่ขึ้น พร้อมกันนั้น พระพักตร์พระองค์ก็ดูไม่แปลก เหมือนกับใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และมีสมญานามหนึ่งว่าพระทองคำเนื้อนิ่ม เนื่องจากคนมาปิดทองทุกวัน จนองค์พระเป็นตะปุ่มตะป่ำอย่างที่เห็นค่ะ 

พอถามพ่อว่า องค์พระนิ่มป่าว พ่อบอกว่า ลืม ไม่ได้สังเกต เต่าเอือมเต่าเอือม

รีบเดินทางไปสนามบินละค่ะ เดี๋ยวตกเครื่องยุ่งเลย

เจอพระกำลังบิณฑบาตรด้วยค่ะ เยอะมากกกกกกกกกก



ใช้เวลาบินแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงค่ะ แป๊บๆ จาก 8:45-9:20 น. 

พอไปถึงสนามบินเฮโฮ ก็มองหารถที่จะเข้าเมืองแล้วสอบถามถึงรถที่จะนั่งกลับไปย่างกุ้งในวันพรุ่งนี้ ปรากฏว่ารถหยุดเดินทุกสายช่วงวันสงกรานต์เม่าตกใจเม่าตกใจเม่าตกใจ
ปล. เที่ยวบินจากเฮโฮ กลับย่างกุ้ง ทีแรกจองไว้ แต่ไปแคนเซิลทีหลัง เพราะ ถ้าบิน จะมาถึงย่างกุ้งประมาณ 10 โมง ของวันที่ 15 แล้วเราต้องไปอินทร์แขวน กับ ชเวดากองในย่างกุ้งอีก เวลาแค่ ครึ่งวันไม่มีทางทำได้แน่ๆ เพราะ พระธาตุอินทร์แขวน เราต้องนั่งรถออกไปเมืองไจ๊โท ซึ่งอยู่ไกลจากย่างกุ้ง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงได้ 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงแคนเซิลตั๋วใบนี้ทิ้งไป (มีรอบเดียวต่อวัน ส่วนสายการบินอื่น เวลาจะไล่เลี่ยกัน)  .......
....

ตอนนี้คิดหนักแล้วค่ะ จะทำยังไงดี มีเวลาเที่ยวอินเล 1 วัน 
ย่างกุ้ง 1 วัน จะไม่ไปอินทร์แขวนรึ ก็ไม่ได้ หรือจะเลือกไปอินทร์แขวนแล้วไม่ไปชเวดากอง เดี๋ยวเค้าก็จะว่าเรามาพม่าจิงรึเปล่าเนี่ย พระราชวังมัณฑะเลย์ก็ชวดแล้ว ปวดตับ ปวดใจจังเลย 

เคยถาม reception ที่โรงแรมในย่างกุ้งวันแรก เค้าบอกว่า "เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปชมพระธาตุอินทร์แขวนแบบไปกลับภายในวันเดียว ......"
ยิ่งปวดตับเข้าไปใหญ่

แต่ยังไงตอนนี้ เหมือนเป็นไฟลท์บังคับ ต้องซื้อตั๋วกลับย่างกุ้งเสียก่อน แล้วค่อยไปลุ้นกันอีกที 

คราวนี้นั่ง Air Bagan ค่ะ  ที่เค้าเตอร์ขายตั๋วจะมีตั๋วของทุกสายการบินเขียนอยู่ แยกเป็นราคาให้เราเลือกดู เขียนด้วยลายมือพนักงานเลยค่ะ ดูดิบๆ บ้านๆ ดี ฮ่า ๆๆๆๆ

เลือกแอร์บากันเพราะเวลาโอเค และราคาถูกลงกว่าอันอื่นนิ๊ดดดนึง 
ได้ตั๋ว มาก็รีบจับแท็กซี่ให้ไปส่งหาที่พัก ที่นี่ก็ไม่ได้จองที่พักค่ะ แอบอยากวัดดวงอะไรซักอย่าง อิอิ

ระหว่างทางที่มีการสาดน้ำ ก็จะมีคนถือถาดใส่แก้วเล็กๆ หรือบ้างก็เป็นถ้วยเล็กๆ เราบอกคนขับให้แวะจอดดูหน่อย 

คนขับหยิบมาแก้วนึง มันคือ 

เป็นขนมใส่มะพร้าว แล้วก็ปั้นเป็นก้อนแป้ง โรยด้วยมะพร้าวขูดด้านบนอีก คล้ายๆ ขนมเข่งบ้านเราค่ะ แต่แป้งหนากว่า
เค้าแจกฟรีแน่ะ น่ารักมากๆเลย เฉพาะช่วงสงกรานต์ค่ะ ชาวบ้านคงคล้ายๆกับทำบุญสนุกสนานกับการเล่นน้ำแล้วยังทำบุญด้วยการทำขนมพื้นบ้านแจกคนด้วย น่ารักที่สุดเลย 

ก่อนเข้ามาในเมืองนี้ จะได้จ่ายคนละ 10 usd ค่ะ Entrance fee  อ่อ พุกามก็ต้องจ่ายเหมือนกันค่ะ จ่ายที่สนามบินเลย 

ระหว่างทางเข้าเมือง คนขับก็แวะจอดให้ลงไปถ่ายรูปกับเรือนไม้เก่าๆ น่าจะเป็นวัดค่ะ ขึ้นไปดู ก็พบว่าเก่าแก่ และโบราณมาก


คิดว่าคงมีการบูรณะบันไดใหม่ ขาวเชียว อิอิ


แวะแป๊บเดียวนะคะ รีบ 

จิบชาแป๊บบ


คือมันวางอยู่อ่า แล้วก็อยากชิมถั่วด้วย จิบชาไปด้วยคงอร่อยน่าดู ก็เลยจัดไปนี๊ดนึง อิอิ 

กลับขึ้นรถมา ตอนนั้นแท็กซี่ถามว่า จะไป พักที่ไหน เราก็บอกว่า ยังไม่รู้ ไม่ได้จอง จริงๆ อยากมาหาเอาที่นี่ เพราะน่าจะมีถูกๆให้เลือกเยอะ ก็นึกๆๆๆ ตอนที่ทำการบ้านมาก่อน ว่าเอ มันมีอันหนึ่ง ที่ถูกๆ ชื่อย่านไรน้า ....

อ้อ อยู่ใกล้ๆร้าน Miss NaungShwe เป็นร้านอาหารที่มีคนแนะนำในเน็ต  เลยบอกให้เค้าพาไป พอไปถึงปรากฏว่าเต็ม OMG งานงอก 
แล้วก็ไปอีกที่ แท็กซี่พาไป ดูจะแอบแพง ก็เต็มอีก งานเข้า ! 
เอาไงดีๆๆๆๆ แท็กซี่แนะนำอีกที่นึง อยู่ห่างจากตัวเมืองนิดหน่อย (เอาจริงๆ เดินได้นะ ขากล้ามเยอะขนาดนี้ มาเล สิงคโปร์ก็เดินมาแล้ว แบบขาจะหลุด) ก็ลองไปดู เค้าก็กำลังเล่นน้ำสงกรานต์กันหน้ารีสอร์ทสนุกสนานใหญ่เลย 

เข้าไปต่อรองราคา เปิดมาอยู่ที่ ห้องละ 55USD ปั๊ดดิโถ่ จะแพงไปไส เม่าเซย์โน
ต่อไปต่อมา เหลือประมาณ 35 USD ต่อห้อง  
ก็โอเคล่ะ ห้องหรู สะดวกสบายมาก เสียแต่ไวไฟไม่ถึงห้องน่ะสิ เลยต้องออกมานั่งเล่นที่ล้อบบี้


สภาพห้องพักค่ะ 


ปกติแบกเป้ 1000+ ไม่มีออกจากกระเป๋าอะค่ะ แต่คืนนี้ถ้าไม่ยอมจ่าย นี่ไม่มีที่นอน ร้องไห้ร้องไห้  

เอาน่า เก็บของเสร็จ ลุยเลยดีกว่า 

นั่งรถสองแถวที่เหมาจากโรงแรมกลับมาที่ร้านอาหาร Miss NaungShwe ค่ะ หาอะไรกินกันก่อน หิวแล้วๆๆ
มี ถังอยู่หน้าบ้านเลยจัดซะเลยค่ะ ปีนี้ได้เล่นน้ำสงกรานต์แล้วเย้ 


เปียกตั้งกะก่อนออกจากโรงแรมละค่ะ เพราะรถมันโอเพ่นรอบคันซะขนาดนี้ 

เจ๊ใหญ่ของเราขอจัดซักสิบขับ แก้คืนชาวนองชเว ที่สาดน้ำพวกเรา อิอิ

เมนูอาหารค่า เผื่อเลือกๆๆๆ อาหารที่สั่ง สั่งธรรมดาค่ะ เพราะรีบไปขึ้นเรือ ล่องทะเลสาบอินเล 
เลยสั่งผัดหมี่จานใหญ่มากินด้วยกัน 

แล้วแต่ละคนก็สั่งน้ำปั่นมากินกัน น้ำปั่น รสชาติไม่ค่อยไหวค่ะ หรือใครอยากลองว่าเป็นไง ลองดูค่ะ !!
อ้อ ในทีมนะคะ คนทานเจ 3 ไม่เจ 3 ค่ะ เหมือนแบ็คแพ็คแชงกรีล่า ปีก่อนเลย ที่ไป 6 คน แต่ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารเลยค่ะ 
กรุ๊ปเรา ยังกินง่ายอยู่ง่ายเหมือนเดิม ไม่มีใครบ่น ^^


จากร้าน Miss NaungShwe เดินไปท่าเรือที่จะนั่งชมวิวชิลๆของทะเลสาบอินเลอยู่ไม่ไกลค่ะ เดินไปสัก 10-20 เมตร ก็ถึงค่ะ 


ค่าเหมาเรือ ลำนี้ 35,000 จั๊ตค่ะ ต่อ 6 คน 

เลือกที่นั่งเอากันตามอัธยาศัยเลย 

ช่วงแรกๆที่นั่งไปก็จะอารมณ์คล้ายๆนั่งเรือที่กรุงเทพอะค่ะ จำชื่อไม่ได้ละแต่เพื่อนเคยพาไปนั่ง น้ำดำปี๋เลย เวลาเรือสวนต้องเอาผ้าใบขึ้นเหมือนกับเล่นเวฟ ฮ่าๆๆๆๆ สนุกดีๆๆ 

พอขับไปได้สักพักก็จะเป็นเวิ้งน้ำสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ค่ะ 

มันรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก อ้าาาา ถ้าอยากสบายแบบนี้นะคะ ถ้าไป ให้เลือกที่นั่งท้ายๆนะคะ แล้วนอนเลยค่ะ เหยียดแบบคนขี้เกียจ นอนมองท้องฟ้า เรือก็แล่นไป บรรยากาศดีมากค่ะ ไม่ร้อนมาก เมืองนี้อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 800 กว่าเมตร ค่ะ อากาศเย็นสบาย แค่โดนสาดน้ำนิดเดียว หนาวเลยค่ะ แต่โชคดี แล่นเรือกลางแดดแบบนี้ก็แฟร์ๆ ดี ไม่ร้อนไม่หนาว เท่เท่ 

ไม่ต้องถ่ายรูปมากค่ะ นอนไป จะมองซ้ายมองขวาก็แล้วแต่ ก็จะเจอบ้านตั้งอยู่บนน้ำค่ะ 
ชาวบ้านที่นี่ชื่อ ชาวอินตา เค้ากินอยู่บนน้ำ ใช้ชีวิตประจำวันทุกอย่างบนน้ำค่ะ 



แอบมีฝนค่ะ แต่บนเรือ เค้ามีร่มไว้ให้เก้าอี้ละคันเลย เผื่อบางคนกลัวแดด อิอิ

ภัตราคารกลางน้ำ  ((เอ๊ะ มีกุ๊กซันจิป่าว อิอิ (จาก Onepieceค่ะ))) 

เนี่ยค่ะ นอนๆๆๆ สบาย ชิลมากเลย วิวก็สวย บรรยากาศก็ดี เป็น the must อีกที่หนึ่งที่คนไปพม่าไม่ควรพลาดนะคะ 

ระหว่างที่นั่งเรือออกมาตั้งหลายกิโลแล้ว สักพักคนขับก็พาไปเทียบที่บ้านกลางน้ำหลังหนึ่ง หลังใหญ่หน่อยกว่าบ้านปกติ มันคือโรงงานทอผ้านั่นเอง
พอเดินขึ้นไปก็จะมีการสาธิตวิธีทำผ้าใยบัวค่ะ ดูๆแล้ว กว่าจะทอได้แต่ละผืนแบบเลือดตาแทบกระเด็น เพราะฉะนั้น ราคาผ้าแต่ละผืนแต่ละตัวจึงมีราคาสูงไปด้วยนั่นเอง พวกแบกเป้อย่างพวกเรา ของพวกนี้ไม่ได้อยู่ใน wish lists เลยค่ะ แต่แอบสงสารจังอ่ะ จะมีใครอุดหนุนเค้าบ้างน้า

เค้ากำลังดึงก้านบัวให้ใยบัวออกมาแล้วใช้เหมือนสันมีรูดก้านทิ้งให้เหลือแต่ใยบัว แล้วก็เก็บใยบัวไว้เป็นไอเท่มสร้างชิ้นงานผ้าใยบัวค่า 
แอบเหนื่อยแทน...  เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกค่ะ ตื่นตาตื่นใจดี คล้ายกับมาทัศนศึกษา แต่พอมองมุมกลับของคนค้าขาย เค้านำเสนอกรรมวิธีทอผ้าให้ดูซะอย่างนี้ก็อยากจะให้เราอุดหนุนอะเน๊อะ.... เห้อออ เจอคนจนอย่างเราก็นะ เอามาบอกต่อละกันค่ะ เผื่อใครพอมีสะตุ้งสะตังอาจจะได้ไปอุดหนุนเค้านะ 
 
อันนี้คล้ายๆบ้านเรา "กี่กระตุก"  อย่าถามว่ามีเท่าไหร่ ... มันคือ กี่กระตุก อิอิ ... อาจจะไม่เก็ทกัน ไม่เป็นไร เฮ้ เค้าล้อเล่นเค้าล้อเล่น
 
มาทอซะเองเลย อิอิ

แต่นับถืองานที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆค่ะ คงได้รับวัฒนธรรมใกล้ๆเคียงๆกัน ถึงได้มีอะไรคล้ายๆกันแบบนี้

สีย้อมค่ะ

ป่ะๆๆ ออกเดินทางกันต่อดีกว่า ให้ไปชมกันเอง เดี๋ยวไม่แซ่บ อิอิ

สถานีต่อไปเป็นร้านขายเครื่องเงินและร้านทำมีด เป็นยังไงนั้น เดี๋ยวไปดูกันเลย เท่เท่



ดูขยันขันแข็งกันดีค่ะ แต่เพิ่งลุกมาทำตอนที่พวกอชิกำลังจอดเรือแล้วขึ้นมาบ้านเขา

เต่าเอือมเต่าเอือม

ไม่เป็นไรค่ะ ถือเป็นintroก่อนจะแนะนำสินค้าที่ดี 

นี่ขนาดไม่ได้ไปกับทัวร์นะ แค่มาจอดส่งที่ร้านก็คงได้ค่าน้ำปั่นบ้าง นู่นนั่นนี่ แต่ก็อาชีพใครอาชีพมัน อิอิ บางอย่างเห็นแล้วสะดุดตาก็อุดหนุนค่ะ


เดินไปดูข้างๆร้านเห็นเจ้านี่ค่ะ
มันคืออุปกรณ์หาปลาของชาวอินตานั่นเอง ปกติเค้าใช้เท้าพายเรือและก็ยังใช้ฝีเท้าในการใช้อุปกรณ์ตัวนี้หาปลาด้วย

ถ้าอยากจะชมชาวอินตาใช้เท้าพายเรือและหาปลา คิดว่าน่าจะมาช่วงเช้ามืดเลยค่ะ รอพระอาทิตย์ขึ้นได้ คงสวยมากๆเลยค่ะ 

ต่างคนต่างซื้อของฝากกระจุ๊กกระจิ๊กเสร็จแล้วก็ไปยังสถานีต่อไป 

วัดพระบัวเข็มค่ะ 

ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่หากมาล่องทะเลสาบอินเล แล้วต้องแวะกันทุกลำ


พอเรือเทียบท่า ก็ฝากรองเท้าไว้ในเรือ แล้วเดินไปกราบไหว้พระบัวเข็ม ที่วัดผ่องดออู 

พระบัวเข็ม เป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิที่ชาวพม่าต้องไปกราบไหว้ให้ได้สักครั้งในชีวิต
บ้างก็บอกเป็นพระพุทธรูปทำจากไม้จันทร์หอม บ้างก็บอกทำจากต้นโพธิ์เก่าแก่ที่ยืนต้นตาย อายุ 1000 กว่าปี ซึ่งเมื่อก่อนก็มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปองค์ทั่วไปค่ะ แต่ด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้าน มาปิดทองกันแน่นขนัด จนทำให้รูปร่างของพระบัวเข็มกลายเป็นดั่งลูกบอลในภาพค่ะ


เหมือนเดิมค่ะ ให้ผู้ชายขึ้นไปปิดทอง 

และก็มาเดินเล่นบริเวณรอบๆวัด ก็จะมีอาหาร สินค้าขายหลากหลายรองรับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

เจ้านี้ขายหมากค่ะ ยืนดูตั้งนาน ว่ามันคืออะไร เห็นใส่ปุนขาวด้วยอะ ......... ก็ยังไม่กล้าลองเลยค่ะ จนถึงบัดเดี่ยวนี้
เป็นที่รู้กันนะคะ ทั้งคนแก่ คนหนุ่มที่นู่นชอบเคี้ยวหมากมาก ลุงบอกว่ามันขัดฟัน รักษาฟัน แล้วใยทำไมวัยรุ่นพม่า คนแก่ หลายๆคน ฟันดำ ฟันหลอ แล้วก็มีสีแดงๆในปากด้วยเนี่ยยยยย .... แอบไม่เข้าใจ 

เพราะฉะนั้นไปหาอะไรที่เรากินได้จะดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆๆ

มาเจอร้านส้มตำ ป่ะ! ลองส้มตำพม่ากัน

ต้องดูกระบวนการทำก่อนค่ะ จานแรก ทุกอย่างโอเคหมดนะคะ ส่วนผสม แต่ไอตอนที่ตักผงชูรสค่ะ รับไม่ได้อย่างแรง ตักไปครึ่งทัพพี เต่าเอือมเต่าเอือมเต่าเอือม ทุกคนเหวอค่ะ 

แต่ก็สั่งจานสอง อิอิ

แล้วก็ไปเดินๆๆๆ ซื้อของบริเวณนั้นมากินด้วยกัน อร่อยมากๆๆเลยค่ะ ><


ทานอิ่มเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันต่อค่ะ 

ชาวอินตาก็ทำเกษตรกรรมเหมือนกันนะคะ 
เค้าปลูกสวนผักลอยน้ำแน่ะ สุดยอดเลยป่ะหล่ะ



ไปที่สุดท้าย มาเทียบท่าที่นี่ค่ะ

น่าจะเป็นวัดเก่า หรือคุ้มเก่าของกษัตริย์ ด้านในมีพระพุทธรูปโบราณมากมายเลยค่ะ ของเก่าโบราณเพรียบ 

แหล่งช้อปของฝากก็มีค่ะ เสื้อผ้า ต่างๆ 
เดินทะลุออกมาจะเจอวิวที่สวยงามอย่างที่อชิเห็นแบบนี้เลยนะ มันสวยมากค่ะ

ภาพนี้หวนให้นึกถึงสักที่ในประเทศจีน ไม่รู้หล่ะว่าที่ไหน แต่คิดถึงจัง อากาศดีมาก สูดได้เต็มปอดเลยค่ะ 


ทริปล่องเรือนะคะ นั่งนานมากกกกกกก คุ้มค่ะ นั่งตั้งแต่ช่วงบ่ายค่ะ ไปจนถึงเย็นเลย 5-6 โมงเย็น แบบพระอาทิตย์ใกล้ตกต่ะ บรรยากาศดีและโรแมนติกมาก เหมาะมากมากับคู่รัก >< 






ได้เวลายกพลขึ้นบกแล้วค่ะ 

ทริปล่องทะเลสาปอินเลสิ้นสุดแล้ว ประมาณ 5-6 โมงเย็น คนขับรถที่มาส่งพวกเราที่ร้านอาหารก็มารอรับด้วยค่ะ 

ระหว่างที่กำลังจะไปส่งพวกเรากลับโรงแรม ก็ขับผ่านตรอกหนึ่ง ควันขโมงโฉงเฉงมาก น่าทานจุง มติเป็นเอกฉันฑ์ภายในไม่กี่วินาที เลยบอกให้คนขับจอดรถแล้วส่งพวกเราที่นี่เลยค่ะ แล้วค่อยเดินกลับโรงแรมเอา

ตรอกนี้อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านเบเกอรี่ ซึ่งมีไอศกรีมHomemade อร่อยมว้ากกก อิอิ

ไปหาอะไรทานกันดีกว่า

เจออาหารแบบนี้ให้ลองเหมาว่าเป็นของจีนค่ะ ถามไปถามมาพี่เจ้าของร้านที่กำลังเลี้ยงเบบี๋ดันพูดจีนได้ เออน่านนน 
เห็นป่าวว ไปจีน สิบสองปันนา หรือที่ไหนก็จะเจอค่ะ บาบีคิวแบบนี้ อร่อย มากๆๆ เอาผัก เอาเนื้อมาปิ้งย่าง อิอิ ฟินนน 
คนแน่นร้านเลยค่ะ 

จากนั้นก็เดินกลับโรงแรม มาเจอแหล่งอาหารที่ทำให้ตาลุกวาวอีกร้านนึงค่ะ อยากจะกลับไปหิวอีกรอบ = = 


แวะร้านสะดวกซื้อก่อนกลับโรงแรมค่ะ ดูๆๆๆกัน มีอะไรน่าสนใจบ้าง 
ไปเจออันนี้ แปลกๆ ดี แต่คิดว่าคงเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ขายถูกดีเลยซื้อมาลอง

กลิ่นเหมือนเครื่องดื่มชูกำลังเลยค่ะ หวานมากๆ ดูดไป สองสามปื๊ด พอ อิอิ

กลับเข้าห้องอาบน้ำแล้วยังออกมาเล่นไวไฟที่ล้อบบี้ หาข้อมูลอินทร์แขวนต่อ  
ในใจคิดอีกวิธีหนึ่งคือ เลื่อนตั๋วกลับออกไป จะให้โหวต ใครจะอยู่ต่อให้อยู่ไปดูด้วยกัน (เราจะเป็นหัวหน้าแก๊งพาไปเอง) ใครจะกลับก็ตามแผนเดิม 
ไปนั่งเช็คตั๋วกลับที่จองไว้ เป็นโปรของนกแอร์ พอเลื่อนกลับ แพงกว่าเดิมมากกกค่ะ .... ตึ่ง !! เอาไงดีเนี่ยยยย ปวดหัวๆๆ สับสน ฮืออๆๆๆ 
จะได้ไปอินทร์แขวนแล้วไม่ไปชเวดากอง หรือจะไปชเวดากองแล้วบอกเลิกอินทร์แขวนดี TT 

ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้กลับย่างกุ้งแต่เช้า วันสุดท้าายจะตัดสินแล้ว ว่าจะได้ไปเที่ยวอันไหน ปล่อยให้โชคชะตามันพาไปละกัน