Sunday, April 14, 2013

แบ็คแพ็คจีนใต้ ไปไกลถึงแชงกีล่า ตอน 5

แพลนของเราวันนี้คือ เช็คเอ้าท์ ออกโรงแรม ไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก แม่น้ำขาว(White water river) ภูเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน(Blue Moon Valley) แล้วขึ้นรถไฟแบบสลีปเปอร์ไปคุนหมิงค่า


นี่เป็นโรงแรมที่เราพักกันค่ะ หานามบัตรป้าเค้าไม่เจออ่า แย่แล้ว ลืมถ่ายรูปห้องด้วยค่ะ ห้องโอเคนะคะ แต่ในห้องชิน้ำอุ่นไม่ไหลอีกแล้ว ต้องไปขออาบห้องน้าอ้อมกับลุงดุลค่ะ 

ตอนแรกบอกป้าว่าจะอยู่ 2คืน ไปๆมาๆเราเปลี่ยนแพลน แทนที่จะนอนที่ลี่เจียงอีกคืนแล้วออกไปคุนหมิงเช้า เราไปนอนบนรถไฟเอาค่ะประหยัดค่าโรงแรมไปอีกคืน ตรงนี้ทำให้เรามีเวลาเที่ยวคุนหมิงเยอะขึ้นด้วย เย้ๆ เท่เท่เยี่ยมเยี่ยม


วันนี้ทุกคนพะลุงพะลังกันอีกแล้วค่ะ ด้วยสัมภาระแล้วก็ชุดการแต่งตัว 

เป็นเพราะวันนี้เราจะไปตะลุยภูเขาหิมะกันลูกที่ 2ของทริปนี้ค่ะ ชื่อว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก( Jade Dragon Snow) คนจีนเรียก อวี้ หลง เฉว่ ชาน ค่า

เนื่องจากพวกเราสะพายเป้แล้วก็ข้าวของพะลุงพะลัง แต่ทั้งๆที่หน้าตาก็แสนจะคล้ายคลึงกับคนจีนเอามากๆ ก็ยังไม่วายมีนายหน้าเข้ามารุมล้อมตลอดทุกเมืองค่ะ เจอเข้าอีกแล้ว 

เหมือนป้าแกจะมีเซนต์นะ ว่าเราอยากไปไหนซักที่ ... ก็แหงหล่ะสิ เราเป็นนักท่องเที่ยวนี่นา 
ตอนแรกก็ปฏิเสธแกไป บอกว่าจะไปหาข้าวกินก่อน แกก็ตามเราไปจนถึงร้านเลย 

เราเดินๆๆมา แถวๆ เมืองเก่าค่ะ เจอร้านนี้ แวะเลย บะหมี่


สั่งเป็นบะหมี่ ไข่ต้มใบชา และ เฉี่ยวหลงเปา ให้พวกพ่อค่ะ ส่วนตัวสั่งเกี๊ยวน้ำเช่นเคย (เกี๊ยวน้ำ= เจี่ยวจือ) 


อุ่นๆ เสิร์ฟร้อน น่าอร่อยค่ะ 

ตอนที่เดินไปสั่งอาหาร คุณป้านายหน้าก็รอเราอยู่ ประเดี๋ยวก็มีชายวัยรุ่น อายุแก่กว่าเรานิดนึง เดินเข้ามาถามเป็นภาษาอังกฤษถามว่าจะไปเขาหิมะมังกรหยกหรอ เราก็บอกว่าใช่ ในใจคิดว่า โอ้ววว พูดอังกิดได้ด้วย 

เค้าก็อธิบายๆๆ ว่า ถ้าไปกับเค้า เราจะไม่ต้องจ่ายค่านู้นค่านี่ รวมแล้วปกติต้องจ่ายอยู่ 400+ รวมค่ารถไปกลับ แต่ผมทำให้คุณได้จ่ายแค่ 150 หยวน เป็นค่าบำรุงเมืองเก่า ค่าแม่น้ำขาว ภูเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน และค่ารถขาไปเฉยๆ ค่าบัตรเข้า ส่วนค่ากระเช้า จ่ายเองคนละ 180 หยวน 

ตามที่หาข้อมูลมา มันจะแพงกว่านี้ค่ะ แต่คนนี้ให้เราจ่ายเองแค่ 150 หยวน แบบนี้ไม่น่าสนเหรอคะ 
เราก็บอกว่า โอเค เดี๋ยวขอกินข้าวก่อนได้มั้ย เดี๋ยวมาคุย เค้าก็รอจนเราทานเสร็จนะคะ 

มีคนกล่าวไว้ว่าภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สูบเงินนักท่องเที่ยวต่อหนึ่งคนแพงที่สุดในประเทศจีน (อันนี้ก็ฟังเค้ามาล่ะค่ะ รอกูรูมาชี้แนะด้วยเหมือนกันว่ามีที่ไหนแพงกว่านี้อีก)

กลับไปทานเกี๊ยวแล้วสุมหัวประชุมกันค่ะ สรุป ทุกคนโอเคกับค่าตั๋วที่ถูก ก็เดินตามเค้าไป

มีฉ็อตเด็ด ฉ็อตนึงค่ะ ลุงดุลเหยียบอึเด็กสีเหลืองอ๋อยเลยหน้าร้านกับข้าวมะกี๊ ฮามากค่ะ แต่สิ่งที่จะเล่าต่อไปมันจะฮากว่านี้ หัวเราะหัวเราะหัวเราะ


เดินตามเค้าไป ตามเค้าไป ก็ไปเจอคล้ายๆคิวรถตู้กระป๋อง รถตู้เล็กอะค่ะ ก็จุดที่เจอคุณป้านายหน้าแหล่ะ 

เค้าให้แยกกันขึ้นรถ คันนึงไป 2 คน ได้จับคู่กันแบบนี้ค่ะ
เรา- น้าอ้อม
พ่อ-ลุงพล
ลุงหยัด-ลุงดุล

เราก็ปะหลาดใจว่าทำไมต้องแยกเราเป็น 3คันด้วย 

คืออย่างนี้ เค้าเล่าให้ฟัง จะมีอยู่จุดนึงที่ผ่าน เป็นจุดขายตั๋วหรืออะไรนี่แหล่ะ ผมจะให้คุณหมอบหรือหลบอยู่หลังเบาะ .... เราก็ถึงบางอ้อ อ๋อเลยค่ะ คือ เค้าบอกว่าบ้านเค้าอยู่บนเขานู่น เข้าออกเป้นประจำ ก็เหมือนเข้าไปเฉยๆแล้วเค้าก็จะเอาค่าบัตรถูกๆจากเรา ก็เหมือนได้ฟรีจากเราว่างั้นเหอะ 
where where is where where ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ไปค่ะ น่าสนุกดี


ช่วงที่ยังไม่ออกจากตัวเมืองลี่เจียงค่ะ เค้าให้เราไปฝากกระเป๋าไว้ที่ร้านข้างทางซื้อเปิดให้เช่าโค้ทกันหนาว กับออกซิเจนกระป๋อง 
คนขับ นายหน้า คนขาย คะยั้นคะยอให้ซื้อออกซิเจนกระป๋องให้ได้แต่ไม่ซื้อค่ะ ดื้อ เราบอกว่า วันก่อนไปขึ้นภูเขาหิมะชื่อข่าแล้วไม่เห็นเป็นไรเลยดูสิยังมีชีวิตอยู่ เค้าบอกว่า ชื่อข่าสูงไม่เท่าไหร่เอง ที่นี่สูงกว่า เราก็ไม่ซื้อค่ะ 

ขับไปใกล้จะถึงแล้ว เรามีเซ้นนะ เลยถามว่า ให้หลบเลยปะ เค้าบอก ใช่ๆ เราก่ะน้าอ้อมก็ก้มหัวหลบ รถที่เรานั่งมาคล้ายๆฟอจูนเนอร์ค่ะ นั่งแถวกลาง ก้มได้ ซัก3 วิ เค้าบอกไม่ใช่ แล้วก็หยุดรถ บอกให้ลงรถมาแล้วก็เดินไปเปิดกระโปรงด้านหลังรถ แล้วบอกว่า เทอสองคนเข้าไปนอนตรงนี้ 
พวกเราก้อ โอ้วพระเจ้าาาาาา  หลบ หมายถึง หลบแบบนี้เองเหรอ อารายเนี่ย พี่ฮาเลย 

ช่วงนี้จะเป็นบรรยายล้วนค่ะ เพราะกล้องก็อยู่ที่พ่อ แต่ยังมีไอโฟนค่ะ เลยเก็บมาซักภาพ 

อยู่หลังรถค่ะ มีผ้าใบคลุมด้วยนะเอ้อ 
นี่ถ้าเธอพาพวกชั้นไปขาย จะได้เงินดีกว่า เก็บที่พวกชั้นคนละ 150 นะ ((คิดในใจ แถมหารู้ไม่ว่า เราเป็นเหรัญญิกกลุ่มนะ เงินกลุ่มอยู่ที่กระเป๋าหน้าท้องเนี่ยอะ))  เห่อๆๆ 

ฮากันก่ะน้าอ้อมซักพักเค้าบอกว่า จุ๊ๆ ห้ามคุยกัน ..... แน่ะ   ไอ้เนียนเอ้ยยย 

(ตัดภาพไปรถลุงดุล กับลุงหยัด) เค้ามาเล่าให้ฟังทีหลังค่ะ
จำได้ใช่ปะคะ ลุงดุลเหยียบอุนจิเด็กมา ได้นอนกับลุงหยัด แต่ไม่ได้นอนท่าเดียวก่ะเราก่าน้าอ้อมนะ ด้วยความที่ว่าแกสองคนเป็นพี่น้องกัน นอนแบบนั้นคงจะกระไรอยู่ แกเลยนอนแบบสับหว่างอะค่ะ ไม่รู้เรียกไง คือนอนสลับด้านกันหัวประกบเท้า เท้าประกบหัว โอ้ววว ไม่อยากจะคิดเลย ฉากเด็ดมันอยู่ที่ว่า ขอโทษนะคะลุงหยัด......... ลุงหยัดตดด้วยอะ  พอกันเล้ยยย คันนี้

ส่วนคันพ่อก่ะลุงพล สบายๆค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พ่อแกก็บ่นๆนิดหน่อย อาไรเนี่ยให้เฮียไปนอนหลังรถ ... ได้ไงเนี่ยย 
แต่ทุกคนเอะใจเหมือนกันตอนที่โดนเรียกให้ไปนอนหลังรถ น่าจะฮาดี ฮ่าๆๆๆ หัวเราะหัวเราะอมยิ้ม01อมยิ้ม01



กว่าจะมาถึงภูเขาหิมะมังกรหยกได้นะคะ ไม่ได้มาแบบธรรมดาเหมือนชาวบ้านชาวช่องนะคะ  เอาเน๊อะ ประสบการณ์ สนุกดี ฮ่าๆๆๆ ไม่แพงด้วย 

อ้อ มาถึงปุ๊บต้องไปเข้าคิวซื้อบัตรขึ้นกระเช้าค่ะ คนเยอะมากต่อคิวนานเลย บังเอิ๊ญอชิเหลือบไปเห็นคนไทย2คน ซึ่งเค้าก็ได้มุดหลังรถมา อีกคันเหมือนกัน เราเจอก้นตอนเอาเป้ไปฝากค่ะ ช่วงระหว่างทางมาภูเขาตอนที่ยังไม่ได้มุดนะคะ พี่คนไทยโทรมาถามคนขับรถแล้วขอคุยกะเรา ถามว่าอะไรยังไง ไม่เข้าใจ คือพี่เค้าก่ะแฟน หน้าตาผู้ดีหน่อยค่ะ คงจะ งงๆ ว่าอะไร ทำไมให้หลบ ทำไมต้องหลบ แล้วหลบยังไง อะไรอย่างนี้ อชิเลยอธิบายให้เค้าฟัง ซึ่งตอนนั้นตัวเองก็ไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าต้องไปหลบหลังรถแบบเหมือนคนโดนจับเรียกค่าไถ่อะค่ะ 

ต่อค่ะ เห็นพี่เค้าเข้าแถวแล้วถึงคิวพี่แล้ว เราส่งม้าเร็ว น้าอ้อมค่ะไปถามว่าฝากซื้อหน่อยได้ไม๊ พี่เค้าเห็นแก่บุญคุณที่เราบอกแกให้หลบอย่างนั้นอย่างนี้แกบอก โอเคเลย  เราวิ่งๆๆไป พี่เค้าได้ตั๋วแล้วสองใบ เราบอกกับพนักงานว่า เห้ย ยังเหลืออีก 6ใบ เรามากัน 8คน เค้าล้อเล่นเค้าล้อเล่นเค้าล้อเล่นโทษทีคุณคนขายตั๋ว พี่สองคนนี้พูดจีนไม่เป็น ...... อุ๊บส์ ถ้าพวกพี่มาอ่านเจออย่าโกรธนะคะ หนูทำไปเพราะรักษาชีวิตผู้สูงวัย ทั้ง5ค่า อุอิ  (พี่เค้ามากันสองคน พูดจีนไม่ได้เลย สุดยอดมากค่า ซูฮกจิงๆเยี่ยมเยี่ยม )



ตั๋วขึ้นกระเช้าค่ะ ในนี้เขียนว่า 6คน คนละ 180หยวนค่ะ 

ดูช่วงขวามือล่างสุด ตอนได้ตั๋วมา จะไม่มีลายมือใครเซนต์นะคะ ให้ถือไปให้เจ้าหน้าที่เซนต์ก่อนว่าเราได้คิวเลขที่เท่าไหร่ เดินไปทางขวามือที่เขียนว่า waiting room ค่ะ 

รอประมาณชั่วโมงนึงถึงได้เข้าไปค่ะ เวียนๆ กันไปถามค่ะ เพราะเท่าที่ฟังกับตัวเลข จำนวนไม่ตรงกัน หรือหูเพี้ยนๆเนี่ยค่ะ ผ่านเข้าจุดตรวจบัตรตรงนั้นเข้ามาได้ก็ให้เข้าแถวเพื่อขึ้นรถบัสจะไปส่งบนเขาอีกทีค่ะ


รถพาเรามาส่ง ตรงนี้จะเป็นจุดที่มีความสูง ตามที่หินแกะตั้งอยู่ตรงนั้นเลยค่ะ 

ความสูงแค่นี้ เราไม่ระแคะระคายหรอกค่ะ แต่เดี๋ยวต้องดูกันต่อไป 

อ้อลืมบอกค่ะ ว่า ลุงดุล ก่ะลุงหยัด เกิดป๊อดนิดๆ อุ้ย ไม่ใช่ล้อเล่นเน้อเจ้า เกิดเป็นห่วงลูกทีมทุกท่านว่ากลัวจะไม่ได้กลับไปค้าไปขายกันต่อ แกก็ไปซื้อออกซิเจนกระป๋องที่ขายในอุทยานหิมะนั่นแหล่ะ กระป๋องละตั้ง 68หยวน เราช็อค ข้างล่างน่าจะซัก 40-50 เราไม่ซื้อ โอ้วมายก๊อดดด 
แต่ภายหลังต้องขอบคุณเป็นอย่างสูงค่ะ ละอ่อนตัวน้อยๆ อายุใกล้เบญจเพศ สูดไปหลายปึ๊ดเลยค่ะกว่าจะไปถึงจุดสูงสุดของภูเขาหิมะมังกรหยกได้ อมยิ้ม07อมยิ้ม07อมยิ้ม17


จุดนี้เข้าคิวขึ้นกระเช้าอีกแล้ว หลายต่อ แต่เป็นระเบียบดีกว่าที่แชงกีล่าค่ะ 
พอกระเช้าขึ้นแล้ว ก็ไม่ลืมจะแชะ ๆๆ ซะหน่อย พยายามที่จะใช้ manual mode เพื่อที่จะปรับแสงและถ่ายให้สวย แต่มันออกมาได้แค่นี้นะคะ บวกกับสายตาเอียงค่ะไม่มีแว่น ทำให้ตอนมองมันยิ่งปรับโฟกัสยากไปอีก ต้องรอทริปหน้าสัญญาว่าจะไปพัฒนาฝีมือค่ะ






เริ่มจาเห็นหิมะแล้วค่ะ ว้าวๆ 


ขึ้นมาถึงจุดสต็อปแล้วค่ะ ไม่มีไปต่อแล้ว ออกมาข้างนอกฮอล ว้าววววววววววว   ...... เสื้อแดงเต็มเลย ((จามีประท้วงปะเนี่ย อุ้ย ล้อเล่นค่ะ))

เหตุผลว่าทำไมเสื้อแดงเยอะ ตามภาพข้างล่างนี้ค่ะ 

เผื่อบางคนที่ไม่ต้องการจะแบกของเยอะนะคะ มาเช่าเอาก็ได้ แต่กรุ๊ปเราไม่มีนโยบายใส่เสื้อสีซ้ำกับใครค่ะ เราจึงพกมาเอง อมยิ้ม17อมยิ้ม17อมยิ้ม16อมยิ้ม16

ได้เวลาแยกย้ายกันเล่นหิมะแย้ววววว เม่าเริงร่าเม่าเริงร่า




เป้าหมายของเราอยู่บนยอดเขาค่า ตอนแรกนึกว่าไปได้ถึงยอดนู่น 5000กว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล แต่ที่ไหนได้เค้าทำทางเดินไปได้ถึง 4,680เมตร แค่นี้ก็ลำบากแล้วล่ะค่ะ







นอนก่อนค่า พรุ่งนี้มาอัพใหม่ ฝันดีค่ะอมยิ้ม22อมยิ้ม22คร่อกฟี้คร่อกฟี้

เดินไป หอบไปค่ะ ตอนนี้สมาชิกเหลือ 4คน เพราะ ลุงดุลกับน้าอ้อมหายไปไหนก็ไม่รู้ ตอนหลังมาบอกว่าไปเล่นสไลด์เดอร์มา 

ตอนนี้เริ่มรู้ว่าออกซเจนกระป๋องมีประโยชน์อย่างนี้นี่เอง 






ตรงนี้จะเป็นจุดพักสุดท้ายแล้วค่ะ แล้วยิงยาวถึงบนสุดเลย แต่เดินไปได้แค่3-4ก้าวก็พักแล้วค่ะ มันหอบจริงๆ อากาศเบาบางมาก ยิ่งสูงจะยิ่งเหนื่อยค่ะ แต่จุดจุดนี้ร้อนมากๆ ไม่มีความหนาวเลย นอกจากลมพัดมาโดนก็จะรู้สึกเย็นๆ 

ในที่สุดก็มาถึงแล้วค่ะ จุดหมายปลายทาง ที่ความสูง 4,680 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทุกคนใช้ออกซิเจนกระป๋องหมด ยกเว้นลุงพลค่ะ(คนเสื้อสีน้ำเงิน อายุ60แล้วนะนั่น) แถมแกยังเดินขึ้นไปถึงก่อนใครเลยค่ะ สุดยอดจริงๆ หลานล่ะอายเลย 


แถมแกยังไปซื้อเหรียญทองที่ พนักงานคนจีนเค้าทำขายด้านบนด้วยค่ะ มีให้สลักชื่อแก คือแกเดินมาถึงก่อนพวกเรานานมากค่ะ ถึงมีเวลาไปซื้อเหรียญ+สลักชื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก ถ้าไม่แพงขนาด 80 หยวน ก็จะเอาด้วยอยู่หรอกเม่าฝนตกเม่าหนาว

นั่งพัก ชมวิว บรรยากาศรอบๆซักพักก่อนจะลง สูดเอาบรรยากาศรอบเก็บไปไว้คิดถึงตอนอยู่เมืองไทย  ถ่ายรูปเก็บไว้บางที มานึกดูทีหลัง เอะ ตอนนั้นทำไมเราเอาแต่ถ่ายรูปอย่างเดียวนะ ไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ได้ไปดู ไปเห็นเลย อยากจะมองทิวทัศน์แค่ผ่านเลนส์หรอกเหรอ บางทีนึกแล้วเสียใจ เพราะฉะนั้น ก็หยุดกดชัตเตอร์ซักพักแล้วมา ใช้เวลากันให้นานๆแบบแบ็คแพ็คเกอร์กันดีกว่าค่ะ ( ไม่อยากบอกเลย แค่ภูเขาหิมะวันเดียว ได้รูปมา เกือบ500รูปอมยิ้ม17อมยิ้ม17อมยิ้ม16อมยิ้ม16




ลงมาแล้วสวนกับ น้าอ้อมกับลุงดุลแกบอกว่ากำลังจะเดินขึ้นไปแล้วถามว่าอ้าว แล้วไปอยู่ที่ไหนมา พวกแกตอบว่าไปเล่นสไลด์เดอร์+อัดวิดิโอมา โฮะๆ เฮ้วจริงๆคู่นี้ พวกเราก็บอกว่า เดี๋ยวลงไปถ่ายเล่นข้างล่างรอนะคะ สลับกัน 

รอไม่นานเค้าก็ลงมาค่ะ ใช้เวลาน้อยกว่า พวกเรา 4คนอีก (เพราะเรา2คนพ่อ ช้าเองแหล่ะฮ่าๆๆๆ) น้าอ้อมไม่ใช้อ็อกซิเจนกระป๋องเลยล่ะมั้งแกแข็งแรงมาก ส่วนลุงดุลเหรอ สูดปึ๊ดๆ คนเดียวเลย 

แพลนต่อไปคือไป หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินค่ะ 

นั่งรถบัสของอุทยานเหมือนเดิมค่ะ ขึ้นมาอีกจุดหนึ่ง ด้านบนนี้ฝนเริ่มตกแล้วค่ะ ดูได้แปปเดียวก็ลงมาเลย

บังเอิญว่า ตอนที่พ่อถ่าย ก่อนหน้านั้นเราไปตั้งแมนนวลไว้ ซึ่งพ่อจะใช้ไม่เป็น ทำให้ภาพเบลอซะส่วนใหญ่ แต่ตอนหลังมาสังเกตเห็นว่า เห้ย มันทำไมเบลอ ก็ยังดีที่ได้ถ่ายภาพหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินมาบ้างค่ะ 
 

เหตุผลที่ใช้ชื่อพระหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินนั้นก็เพราะว่า ในตอนกลางคืน น้ำสะท้อนแสงจันทร์ขึ้นไปทำให้ดวงจันทร์มีออร่าคล้ายๆสีน้ำเงินค่ะ อันนี้ก็ยังนึกภาพไม่ค่อยออกเหมือนกัน เพราะไม่เคยเห็น เห่อๆ แต่ ที่นี่น้ำสวย เป็นสีมรกตมากกว่าแต่สวยมากค่ะ เหมือนด้านล่างปูกระเบื้องสีเขียวสีฟ้ายังไงอย่างงั้น (เปรียบเทียบเฉยๆนะคะ ไม่จริงๆ)

ถัดจากหุบเขาสีน้ำเงินไป จะเป็นแม่น้ำขาว หรือว่า Bai Shui he (White Water River) ค่ะ  จริงๆ เดินไปกันได้ อยู่ถัดกันเลย ตอนนั่งรถบัสอุทยานก็ขับผ่าน มองดูได้ค่ะ ตอนนั้นฝนตกแล้ว เราเลยตัดสินใจไปนั่งดูตอนขับรถผ่านเอาละกัน ตอนนี้ก็กลับลี่เจียงเมืองเก่าเลยค่ะ

เหมือนจะเป็น man-made นะคะ คนทำ ไม่ได้เป็นจากธรรมชาติ สร้าง ถ้าของธรรมชาติสร้างจะเป็น Bai Shui Tai น่าจะอยู่ที่แชงกรีล่านะคะ ตรงนั้นจะมีแคลเซียมคาร์บอเนตเยอะมากจนทำให้เกิดเป็นขั้นๆลดหลั่นลงมา สวยงามมาก แล้วก็จะดูขาวกว่านี่ค่ะ แต่เราไม่ได้แอดไว้ในทริปค่ะ เพราะมันฉีกเส้นทางออกไปอยู่เหมือนกัน กลัวจะไม่ทันเวลา

แต่วันนี้เล่นหิมะ ถ่ายรูปกันเต็มที่ ทั้งวันเลยค่ะ ทั้งๆที่กะเที่ยวแค่ถึงบ่าย2-3 แล้วช่วงบ่ายจะไป เฮย หลง ถาน หรือ สระมังกรดำ 

แต่คนท้องถื่นยังบอกว่า ตอนนี้ไม่สวยแล้วเพราะไม่มีน้ำ เราเลยสคิปไป แล้วไปใช้เวลาอยู่ที่ภูเขาหิมะมังกรหยกแบบทั้งวันอันลิมิตไทม์เลยค่ะ

อ้อ ส่วนข้าวกลางวันวันนี้เหรอคะ อดกันค่ะ ทานเป็นข้าวโพดกับซาลาเปาที่ขายในนั้น ซาลาเปาลูกละหยวนถือว่าไม่แพงเลยแต่ลูกเล็กกว่าปกติไปหน่อย ส่วนข้าวโพด อันละ 15 หยวน พระเจ้า! เม่าตกใจเราลืมถามก่อนว่าอันละเท่าไหร่ คือเค้าให้ไปสั่งที่เค้าเตอร์ แต่ไอเรานึกว่าซื้อคูปองเงินสด เลือกข้าวโพด คูปองเหลือแล้วเอามาคืน คล้ายๆกับศูนย์อาหารบ้านเรา กลับกลายเป็นว่าพนักงานคีย์ข้อมูลไปแล้วว่าซื้อ6 อัน  เพราะเค้าถามด้วยว่าซื้อกี่อัน เราก็งง ว่าขายตรงนี้เหรอ เซงสุดๆไปเลย ไปขอเงินคืนก็ไม่ได้บอกว่าคีย์ข้อมูลไปแล้ว ทำใจค่ะ 15x6 = 90 หยวน ข้าวโพด 6ชิ้น 450บาท แพงที่สุดในสามโลกกกกกกกกกกกกกกกกก (( ที่ยุโรปอาจจะมีแพงกว่านี้ก็ได้ ปลอบใจตัวเอง เม่าเป็นลม



ตอนเย็นวันนี้ โปรแกรมสุดท้ายคือขึ้นรถไฟไปคุนหมิงค่ะ รอบ สามทุ่มครึ่ง 

พวกเราลงมา ไปแวะเอากระเป๋าแล้วก็กลับเข้าเมืองค่ะ 

วันนี้หิวเร็ว เพราะข้าวโพดแสนแพงไม่ทำให้อยู่ท้องได้นานเลย เย็นนี้ทานร้านอาหารเมนูสไตล์ฉงชิ่งค่ะ

ต้มปลาอร่อยมากกกกกกกกกกกก ค่าเสียหาย 140 หยวน อมยิ้ม36อมยิ้ม36

ห้องน้ำอยู่ชั้นสองซ้ายมือค่ะ เดินออกไปเจอ .. ตากกับรองเท้าผ้าใบ


ทานข้าวอิ่มแล้ว ไปเดินเล่นบริเวณรอบๆเมืองเก่า ก่อนจะบ๊ายบายเมืองลี่เจียงค่ะ

วิธีไปสถานีรถไฟลี่เจียง(ลี่ เจียง จ้าน) ขึ้นรถเมล์เหมือนเดิมค่ะ ข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้ามเมืองเก่า ตรงที่เรามาลงวันแรกเลยค่ะ หน้าร้านขายเครื่องสำอางค์ 
จับรถเบอร์ 4 นั่งยาวเลยค่ะ ไกลพอสมควร ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้านั่งแท็กซี่ไปจะเสียเท่าไหร่ แถมมีกันตั้ง6คน ต้องใช้2คันแน่ๆ นั่งรถเมล์ไม่ต้องห่วงค่ะว่าจะมองไม่เห็น หรือลงผิดที่ มันเบ้อเริ่มเทิ่มเลยค่ะ อยู่ขวามือ ตอนแรกนึกว่าแอร์พอร์ท 

ถือโอกาสแชะรูปหมู่ด้วยกันอีกซักรูปก่อนไปคุนหมิงค่า


ตั๋วรถไฟค่ะ ออกเวลาเกือบ 3ทุ่มครึ่ง ราคาคนละ 141.50 หยวน รถไฟขบวนที่ 10 ดูเลขที่ติดข้างๆรถไฟ พอเจอแล้วขึ้นไปเลยค่ะ 
เลขที่เตียง 018 上铺= เตียงบนสุด

ตอนแรกที่ได้ตั๋วมาแล้วดูของทุกคน จะมี 13-14-15-16-17-18  เลยเหมาเข้าใจว่า เค้าให้เรามาอยู่ห้องเดียวกันหมด 6คน ดีอะไรอย่างนี้ อิอิ
แต่จริงๆไม่ใช่ เค้าแบ่งแบบนี้ 13-14  /  15-16 / 17-18  และทุกคนก็เป็น 上铺= เตียงบนสุด
ถ้าจะให้เดา 2 เตียงล่าง น่าจะใช้คำว่า 
中铺= เตียงกลาง
下铺= เตียงล่าง

วิธีดูตารางรถไฟนะคะ ตอนที่เราเข้าไปในสถานีรถไฟก็ดูเลขขบวนเราจากในตั๋ว เทียบกับบอร์ดค่ะ อย่างในนี้ก็จะเป็น K9608 ชั้น1 ซึ่งเดินเข้าข้างล่างบอร์ดนี่เลย แต่เค้ายังไม่เปิดให้เข้านะคะ คนก็มาต่อแถวกันยาวเหยียดเลย ก่อนหน้านั้นเราก็ไปล้างหน้าแปรงฟันกันค่ะ 


ต้องมารอเข้าคิวตรงนี้ค่ะ เค้ายังไม่เปิดให้เข้าไปข้างใน เราก็ผลัดเปลี่ยนกันไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน  ทางเข้าชานชลาเราอยู่ด้านล่างบอร์ดพอดีค่ะ 

เดินเข้าไป เลี้ยวซ้าย ขึ้นบันไดก็เจอรถไฟเลย 

ไม่ต้องห่วงนะคะ ที่สถานีรถไฟที่นี่สะดวกสบายมาก มีภาษาอังกฤษ ตัวเลขโชว์อย่างชัดเจนค่ะ มาหลายคนให้ทุกคนมีส่วนร่วมสังเกตนะคะ สนุกดี ทุกคนก็เอนจอยด้วย (ที่จริงหัวหน้าทัวร์คนนี้สายตาไม่ค่อยดีค่ะ โฮะๆ)  เม่าดี๊ด๊า

อ้อ อย่าลืมเผื่อเวลานั่งรถเมล์มานะคะ กะไว้ว่านั่งประมาณ เกือบๆชั่วโมง เผื่อเวลามารอก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ฉุกละหุก วิ่งเป็นเต่ากันให้วุ่น เม่ากิจกรรม


ภายในห้องก็จะเป็นเตียงสามชั้นอย่างที่เห็นค่ะ แอบแคบๆ หัวตัดเพดานนิดนึงอาจจะเป็นเพราะหลังยาวก็ได้เน๊อะ อมยิ้ม20อมยิ้ม20


ปลายเตียงชั้นบนสุดมีข้อดีตรงที่มีที่วางสัมภาระค่ะ 
พ่อได้ที่ก็จะนอนแล้วค่ะ ส่วนเราขอเก็บสัมภาระทาครีมแล้วก็โน๊ตๆอะไรหลายๆอย่างสำคัญๆไว้นิดนึงเผื่อลืม เหมือนคำครูคณิตเคยสอน จำไม่หมดจดดีกว่าจำ เท่เท่

เดี๋ยวไปดูพี่มากก่อนนะคะ นึกว่าจะออกโรงไปแล้ว ปรากฏว่าที่เชียงใหม่ยังเหลืออยู่อีกตั้ง 3โรง ทำเงิน 500ล้านขนาดนี้พลาดได้ไง อิอิ
เดี๋ยวกลับมาต่อตอนที่ 6 ค่ะ อมยิ้ม21อมยิ้ม16อมยิ้ม15